บ้านที่จากมา THAILAND

December 4, 2013 at 12:08 pm | Posted in Myself | Leave a comment

 

ถึงแม้จากเมืองไทยมาหลายปี แต่ก็ได้รับข่าวสารเกี่ยวกับเมืองไทยมาตลอด ด้วยความเจริญทางเทคโนโลยี่และอินเตอร์เนตทำให้รู้ความเป็นไปของสังคมในแต่ละส่วน  เมื่อเวลาหลายปีก่อนเคยห่วงและกังวลเป็นอย่างมากที่เห็นความแตกแยกในหมู่กลุ่มของพลเมือง ยิ่งรับทราบถึงความวุ่นวายที่มีอยู่เนืองๆยิ่งเกิดความร้อนใจที่เห็นคนไทยด้วยกันโกรธแค้นและทำร้ายกันเอง สังคมในแต่ละประเทศมองไปทางไหนก็มีแต่ความแตกแยก แบ่งกลุ่มแบ่งพวกต้องสู้กันด้วยวาจา ถ้าผู้มีปัญญาก็ตกลงกันได้ แต่ถ้าให้โทสะ ความเห็นผิดเป็นชอบเข้าครอบงำ กิเลสก็นำพาไปสู่การทำร้ายฆ่าฟันกันเพื่อเอาชนะ  ในหลายประเทศสงครามกลางเมืองเกิดขึ้นทำให้ผู้คนอพยพหนีตายเป็นล้าน ไปพึ่งพาประเทศเพื่อนบ้าน และอพยพไปอยู่ประเทศที่สาม

รบราฆ่ากันทะเลาะกันสุดท้ายก็ไม่มีใครได้ ทุกคนมีแต่เสีย ถึงแม้บอกว่าตนชนะ แต่ความจริงก็คือทุกคนแพ้ และทุกคนที่มีส่วนร่วมก็ร่วมมือกันทำบาปมากขึ้น ผู้ที่น่าเวทนาก็คือผู้ที่หลงผิดทุกคน เสียเวลาเกิด ยังเหลือเวลาไม่นานก็ต้องสิ้นอายุขัยตามกฏแห่งธรรมชาติ  ก็หวังว่าคงไม่นานผู้ถูกใช้ ผู้ถูกนำพา พากันเห็นความจริง แล้วหันหน้ามาคุยกัน มีความรัก และให้อภัยต่อกัน มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ล้วนเคยทำความผิดกันทั้งนั้น ผู้ที่ไม่เคยทำความผิดคือผู้ที่ไม่เคยทำอะไรเลย

โลกนี้มีประชากรมากมาย ถ้าคนตายเป็นล้านโลกก็ยังคงอยู่ได้ การตายของผู้มีกิเสลจะไม่จบสิ้น ผู้นั้นก็ต้องเกิดอีกเพื่อใช้กรรมของเขา ก็คงไม่ได้เป็นมนุษย์ถ้ากุศลไม่มี  คนที่ไม่ดีแท้จะหยุดทำอกุศลกรรมก็ต่อเมื่อเขาตาย แต่ด้วยจิตที่หลงผิดแม้เขาตาย เขาก็จะไม่จบ

ถ้าคนเราหยุดคิดสักนิดหนึ่งจะรู้ว่าเราเกิดมาในร่างกายหนึ่งจะมีชีวิตอยู่ได้สูงสุดก็แค่อายุขัยของมนุษย์ และความตายก็สามารถเกิดขึ้นได้ทุกวินาที  Everything is uncertain เป็นคำที่หลวงปู่ชาพูดเสมอ ซึ่งก็เป็นความจริง

เคยคิดเสมอว่าเราโชคดีที่เกิดมาชาตินี้อยู่ในพื้นแผ่นดินที่มีความสงบสุขหลายปีในร่มพระพุทธศาสนา และมีผู้คนที่ดีที่เสียสละสร้างชาติเพื่อคนรุ่นหลังได้มีที่อยู่อาศัย ในสังคมมนุษย์ที่ยังไม่หลุดพ้น สังคมจะไม่มีความสงบสุขอย่างแท้จริง และเราไม่สามารถแสวงหาความสงบจากภายนอกร่างกายของเรา ความสงบสุขที่แท้จริงอยู่ที่ใจเรา ไม่ได้อยู่กับสิ่งแวดล้อมภายนอกเลย เมื่อมีคนที่มีใจที่สงบแล้วอยู่ร่วมกันมากมาก ความวุ่นวายในสังคมก็มีน้อย หรือลดลง   คนที่เห็นธรรม และปฏิบัติเพื่อไปสู่ทางหลุดพ้นด้วยปัญญา (wisdom) ซึ่งไม่ใช่ความรู้ (knowledge) ผู้เขียนก็เหมือนคนทั่วๆไปในสังคมนี้ แต่โชคดีที่มีโอกาสเห็นสังคมหลายรูปแบบ และคบหากับคนหลายเชื้อชาติศาสนา  แต่ที่เป็นกุศลที่สุดก็คือการได้พบพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบหลายรูปในขณะที่พระคุณท่านยังอยู่ในร่างของมนุษย์เช่นเรา กุศลพอมีที่ได้เรียนรู้และปฏิบัติตามคำสอนของพระคุณท่านที่ให้ไว้ และคิดเสมอว่าจะไม่มีโอกาสที่จะหลงทางอีกแล้ว

เคยคิดว่าวิทยาศาสตร์คือความรู้ที่สูงที่สุดในโลกนี้ แต่หลายปีผ่านไปก็ทำให้รู้ว่า ไม่เป็นความจริง  ถ้าเราคิดว่าการเกิดและการตายเป็นวาระที่สำคัญที่สุดของคน ความเจริญทางวิทยาศาสตร์ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาที่เกี่่ยวข้องกับการเกิดและการตาย ผู้เขียนเคยเห็นคนตาย ช่วยชลอคนให้ตายช้าลง และช่วยให้คนตายอย่างสงบมาหลายร้อย หลายพันคน สิ่งที่เห็นคือถ้าคนยังมีความรู้สึกรับรู้อยู่เขามีความทรมานมาก ไม่ว่าจะเป็นคนเชื้อชาติไหน คนเรามีชีวิตอยู่ด้วยความกลัว เมื่อไหร่เราไม่มีความกลัวแล้วเราจะเห็นความจริง ทีจะนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นกุศล

เมื่อมาเรียนรู้เรื่องศาสนาพุทธและปฏิบัติอย่างจริงจัง ทำให้เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ทำให้ความวิตกกังวลในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นและเห็นแต่ละวันลดน้อยถอยลง พุทธแท้ที่ทำให้เห็นจริงและเข้าใจความจริงที่แท้ ( ultimate truth) ที่แฝงอยู่กับ delusional world ทำให้เข้าใจในสถานการณ์ของโลกและความเป็นไปในโลกมากขึ้น เป็นแค่ผู้ปฏิบัติและแสวงหาความจริงเท่าที่สติปัญญาจะนำไปสู่ทางแห่งปัญญาที่แท้จริง

ดิฉันเกิดและเติบโตในสังคมที่มีความจริงมากกว่าการเสแสร้ง คนมีความละอายต่อบาป และมีคนไม่ดีน้อย เป็นสังคมชนบทเมื่อสี่สิบปีก่อน ซึ่งทุกวันนี้คงหาได้ยากที่จะเป็นแบบที่กล่าว เคยไม่เข้าใจเวลาไปถวายอาหารแด่พระสงฆ์ตอนเช้าในแต่ละวัน พระท่านเทศน์นานมาก แต่ก็ต้องนั่งพนมมือ ก็ทำตามที่ผู้ใหญ่เขาทำ ไม่ถาม ไม่เลี่ยง เหนื่อยและเบื่อแต่ก็ทนเอา จนเมื่อโตมาถึงเข้าใจ นอกจากโชคดีที่มีโอกาสไปทำบุญ การให้โดยไม่หวังการตอบแทนทำให้มีความตระหนี่ลดลง และยังได้ฝึกความอดทนต้องนั่งพับเพียบเป็นชั่วโมงรอเก็บสำรับเมื่อพระฉันท์เสร็จ  ต้องไปวัดบ่อยเพราะปู่บวชเป็นพระ เรียกท่านว่าหลวงปู่  หลังจากปู่มรณภาพก็ไปถวายอาหารตามเวรที่หมู่บ้านจัด บางครั้งพี่สาวไป บางครั้งแม่ไป

ตอนเด็กๆไม่เคยเดินทางไปไหนไกลบ้านเกิดจนกระทั่งโต ต้องเดินทางไปศึกษาต่างถิ่น และเมื่อเรียนจบก็ต้องเดินทางไปทำงานต่างจังหวัด รวมถึงกรุงเทพ เห็นความวุ่นวายและมลพิษของกรุงเทพ ทำให้คิดได้ว่าเราโชคดีที่เกิดอยู่บ้านนอก และเมื่อมาอยู่ที่เมืองนอกก็คิดเสมอว่ากลับเมืองไทยก็จะไปอยู่บ้านนอกเหมือนเดิม เพราะสังคมและสิ่งแวดล้อมมีความเหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของคนมากกว่าเมืองที่มีมลพิษ ก็เข้าใจหลายคนที่มีความจำเป็นที่ต้องอยู่เพื่อความอยู่รอด ถ้ามีทางเลือกเขาก็คงพากันกลับบ้าน

ผู้เขียนมีความปรารถนาอยากเห็นคนไทยส่วนมากมีกฏระเบียบเข้าใจและปฏิบัติตาม การโกหกเสแสร้งจะไม่คงอยู่นาน ถ้าอำนาจยังคำ้จุนก็อยู่ได้ เมือความตายมาถึงวาระก็จบ มนุษย์ทุกคนมีทุนทางใจเท่ากัน คิดแบบไหนก็จะออกมาตามคำพูดกิริยา และวาจา  หลายคนรับศีลห้าเสมอ แต่ที่เห็นก็คือศีลแต่ละข้อที่รับแล้วปฏิบัติได้น้อยมาก ทุนทางธรรมต่างกัน ก็หวังว่าคนไทยที่ดี ตั้งหน้าทำดีต่อไป ให้ความสงบสุขเกิดที่ใจที่บริสุทธ์

บรรพบุรุษของชาติไทยต่อสู้รบราและตายไปหลายหลายท่านในหลายสงครามในอดีด เพื่อที่เราจะได้มีแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ต่อการอยู่อาศัยมาถึงทุกวันนี้

ถ้าท่านรับรู้ได้ท่านคงไม่อยากเห็นเมืองไทยเป็นแบบนี้

Leave a Comment »

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Blog at WordPress.com.
Entries and comments feeds.

%d bloggers like this: